เหงือกอักเสบ (Gingivitis) คือการอักเสบของเหงือกที่พบบ่อยและเป็นจุดเริ่มต้นของโรคปริทันต์ หรือ periodontal disease หากปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษาก็อาจลุกลามไปยังเนื้อเยื่อและกระดูกที่รองรับฟัน ทำให้ฟันโยกและอาจถึงขั้นสูญเสียฟันได้ ดังนั้น การทำความเข้าใจว่า เหงือกอักเสบ คืออะไร อาการ และวิธีการรักษาเป็นอย่างไร จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพช่องปาก
ที่ The Smile Bar เราเชื่อว่า “รอยยิ้มที่สวย” ต้องเริ่มจาก “เหงือกที่สุขภาพดี” ก่อนเสมอ เพราะเหงือกคือพื้นฐานสำคัญของฟันและรอยยิ้ม การมีเหงือกแข็งแรงไม่เพียงช่วยป้องกันปัญหาเหงือกอักเสบหรือฟันโยกเท่านั้น แต่ยังช่วยให้การฟอกสีฟันได้ผลลัพธ์ที่ขาวใสและสวยเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น
ดังนั้น ก่อนเข้ารับบริการฟอกฟันขาว การดูแลเหงือกให้แข็งแรงคือขั้นตอนที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อให้คุณได้รอยยิ้มที่ทั้งขาวและสุขภาพดีในระยะยาว
อาการของโรคเหงือกอักเสบ
หากรู้สึกมีอาการผิดปกติ ควรรีบไปพบทันตแพทย์
เหงือกบวม และเหงือกแดง
หนึ่งในอาการของโรคเหงือกอักเสบ ที่สังเกตได้ง่ายที่สุดคือ เหงือกบวม และเหงือกแดง แทนที่จะมีสีชมพูอ่อนและกระชับ เหงือกที่มีอาการอักเสบจะมีสีแดงสด บวมขึ้น และอาจมีความรู้สึกเจ็บเมื่อสัมผัส อาการบวมนี้ เกิดจากปฏิกิริยาการอักเสบของร่างกายต่อคราบพลัคและแบคทีเรียที่สะสมอยู่ตามขอบเหงือก คราบพลัคคือคราบเหนียวที่ประกอบด้วยแบคทีเรีย เศษอาหาร และน้ำลาย หากไม่ได้รับการกำจัดออกด้วยการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันอย่างสม่ำเสมอ จะแข็งตัวกลายเป็นหินปูน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของเหงือกอักเสบ
ปวดเหงือก และอาการอื่น ๆ
นอกจากเหงือกบวมและเหงือกแดงแล้ว อาการของโรคเหงือกอักเสบอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ ปวดเหงือก โดยเฉพาะเวลาแปรงฟันหรือใช้ไหมขัดฟัน เลือดออกขณะแปรงฟันหรือใช้ไหมขัดฟัน (แม้จะแปรงเบา ๆ) มีกลิ่นปากเรื้อรัง และเหงือกร่น ทำให้ฟันดูยาวขึ้น อาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นทีละน้อยและค่อย ๆ รุนแรงขึ้น หากไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ ในบางกรณี อาจมีหนองไหลออกจากเหงือก ซึ่งเป็นสัญญาณของการอักเสบที่รุนแรง หากอาการมากขึ้นควรรีบพบทันตแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาโรคเหงือกอักเสบที่เหมาะสม
การเปลี่ยนแปลงในช่องปาก
การเปลี่ยนแปลงในช่องปากที่เกิดขึ้นจากเหงือกอักเสบ อาจรวมถึงความรู้สึกว่าฟันไม่สบกันเหมือนเดิม หรือการใส่ฟันปลอมไม่พอดีเหมือนก่อน เนื่องจากเหงือกที่บวมหรืออักเสบอาจทำให้ตำแหน่งของฟันเปลี่ยนไปเล็กน้อย นอกจากนี้ ผู้ที่เป็นโรคเหงือกอักเสบอาจรู้สึกว่ามีรสชาติแปลก ๆ ในปาก หรือมีอาการเสียวฟันมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่เย็นจัด ร้อนจัด หรือหวานจัด การสังเกตการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ในช่องปากเป็นสิ่งสำคัญ และหากพบความผิดปกติใด ๆ ควรรีบปรึกษาคลินิกทันตกรรมเพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาที่เหมาะสม การตรวจสุขภาพฟันเป็นประจำทุก 6 เดือน จะช่วยให้ทันตแพทย์สามารถตรวจพบสัญญาณของเหงือกอักเสบได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และให้คำแนะนำในการ ป้องกันเหงือกอักเสบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เหงือกอักเสบ มีสาเหตุมาจากอะไร
เหงือกอักเสบเกิดได้จากหลายสาเหตุ การเข้าพบทันตแพทย์สามารถป้องกันความรุนแรงของอาการได้
การสะสมของแบคทีเรีย
สาเหตุหลักของเหงือกอักเสบ คือ การสะสมของคราบพลัคและแบคทีเรียที่บริเวณขอบเหงือก หากไม่ได้รับการกำจัดออกอย่างสม่ำเสมอด้วยการดูแลช่องปากที่ดี เช่น การแปรงฟันอย่างถูกวิธีและการใช้ไหมขัดฟัน แบคทีเรียในคราบพลัคจะปล่อยสารพิษที่ก่อให้เกิดการอักเสบของเหงือก เมื่อเวลาผ่านไปคราบพลัคที่สะสมจะแข็งตัวกลายเป็นหินปูน ซึ่งจะยิ่งยากต่อการกำจัดด้วยตัวเอง และต้องอาศัยการขูดหินปูนโดยทันตแพทย์ การสะสมของหินปูนนี้จะยิ่งทำให้อาการเหงือกอักเสบแย่ลง และอาจนำไปสู่โรคปริทันต์ (Periodontitis) ในที่สุด การรักษาความสะอาดของช่องปากจึงเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันเหงือกอักเสบและรักษาสุขภาพเหงือกให้แข็งแรง
โรคเหงือกอักเสบ เกิดจากอะไร
นอกจากการสะสมของคราบแล้ว ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่สามารถเพิ่มโอกาสในการเกิดโรคเหงือกอักเสบได้ เช่น การสูบบุหรี่ ซึ่งมีผลเสียต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ร่างกายไม่สามารถต่อสู้กับการติดเชื้อในช่องปากได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เช่น ในช่วงตั้งครรภ์ วัยหมดประจำเดือน หรือการใช้ยาคุมกำเนิด อาจทำให้เหงือกมีความไวต่อคราบพลัคมากขึ้น และนำไปสู่ปัญหาเหงือกบวมและอักเสบได้ง่ายขึ้น โรคเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมได้ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานมักมีการตอบสนองต่อการอักเสบที่ผิดปกติและมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคปริทันต์ (Periodontitis) การรับประทานอาหารที่ไม่สมดุล ขาดวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อสุขภาพ ก็อาจมีส่วนทำให้ เหงือกอ่อนแอและเสี่ยงต่อการอักเสบมากขึ้นได้
ผลกระทบจากการขาดการดูแลช่องปาก
การขาดการดูแลช่องปากที่ดีไม่เพียงแต่ทำให้เกิดปัญหาเหงือกอักเสบเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบอื่น ๆ ต่อสุขภาพช่องปากโดยรวมอีกด้วย การไม่แปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันอย่างสม่ำเสมอจะทำให้คราบพลัคสะสมมากขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้เหงือกอักเสบเท่านั้น แต่ยังทำให้เกิดฟันผุอีกด้วย แบคทีเรียในคราบพลัคจะผลิตกรดที่ทำลายเคลือบฟัน ทำให้เกิดรูที่ฟัน และหากปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา ฟันผุอาจลุกลามไปยังโพรงประสาทฟัน ทำให้เกิดอาการปวดฟันอย่างรุนแรงและจำเป็นต้องได้รับการรักษารากฟัน (Root canal treatment) นอกจากนี้ การสะสมของหินปูนยังทำให้เกิดกลิ่นปากที่ไม่พึงประสงค์ และอาจส่งผลต่อความมั่นใจในตนเอง การเข้ารับการขูดหินปูนเป็นประจำทุก 6 เดือน และการดูแลช่องปากที่ดีอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาสุขภาพช่องปากและป้องกันปัญหาต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น
การรักษาโรคเหงือกอักเสบ
สุขอนามัยในช่องปากเป็นสิ่งสำคัญ แสดงถึงกิจวัตรการดูแลสุขภาพช่องปากที่ดี
วิธีรักษาที่สามารถทำได้ที่บ้าน
สำหรับวิธีรักษาโรคเหงือกอักเสบที่สามารถเริ่มต้นได้ที่บ้านนั้นมีหลายวิธี โดยสิ่งสำคัญคือการปรับปรุงการดูแลช่องปากให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งสามารถทำได้ดังนี้
- การแปรงฟันอย่างน้อยวันละสองครั้ง ด้วยยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อกำจัดคราบหลัคที่เป็นสาเหตุเหงือกอักเสบ ควรใช้แปรงสีฟันขนนุ่มและแปรงอย่างเบามือ เพื่อป้องกันไม่ให้เหงือกบวม และเกิดการอักเสบมากขึ้น
- การใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำทุกวัน จะช่วยกำจัดเศษอาหารและคราบพลัคที่อยู่ระหว่างซอกฟัน ซึ่งเป็นบริเวณที่แปรงสีฟันเข้าถึงได้ยาก
การบ้วนปากด้วยน้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียสามารถช่วยลดจำนวนแบคทีเรียในช่องปากและบรรเทาอาการของเหงือกอักเสบได้ นอกจากนี้ การหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และลดการบริโภคอาหารที่มีน้ำตาลสูงก็เป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากปัจจัยเหล่านี้สามารถทำให้อาการเหงือกอักเสบแย่ลงได้
การขูดหินปูนและการรักษาในคลินิกทันตกรรม
นอกเหนือจากการดูแลที่บ้านแล้ว การเข้ารับการรักษาโรคเหงือกอักเสบในคลินิกทันตกรรมก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการขูดหินปูน ซึ่งเป็นการกำจัดหินปูนที่เกาะอยู่บนผิวฟันและใต้ขอบเหงือก การขูดหินปูนจะช่วยลดแหล่งสะสมของแบคทีเรียและช่วยให้เหงือกกลับมามีสุขภาพดีขึ้น ในกรณีที่เหงือกอักเสบรุนแรง ทันตแพทย์อาจทำการเกลารากฟัน (Root planing) ซึ่งเป็นการกำจัดคราบพลัค แบคทีเรีย และหินปูนที่อยู่บนผิวรากฟัน การเกลารากฟันจะช่วยให้ผิวรากฟันเรียบขึ้น ทำให้แบคทีเรียเกาะติดได้ยากขึ้น และช่วยให้เหงือกสามารถกลับมายึดติดกับฟันได้ดีขึ้น ในบางกรณี ทันตแพทย์อาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะเพื่อช่วยควบคุมการอักเสบและการติดเชื้อแบคทีเรีย
การนัดหมายที่คลินิกเพื่อการตรวจสอบ
ทันตแพทย์จะทำการตรวจสุขภาพช่องปากอย่างละเอียด หากพบสัญญาณของเหงือกอักเสบ ทันตแพทย์จะให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีรักษาเหงือกอักเสบที่เหมาะสม รวมถึงการเปลี่ยนวิธีการดูแลช่องปากที่บ้าน และการเข้ารับการขูดหินปูนเป็นประจำ การตรวจสุขภาพฟันเป็นประจำยังช่วยให้ทันตแพทย์สามารถตรวจพบปัญหาอื่น ๆ ในช่องปาก เช่น ฟันผุ หรือมะเร็งในช่องปาก ได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ทำให้สามารถรักษาได้อย่างทันท่วงที การมี dental insurance จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาทางทันตกรรมได้อีกด้วย
แม้ The Smile Bar จะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการฟอกฟันขาว แต่เรายังให้ความสำคัญกับ “สุขภาพเหงือก” ของคุณในทุกขั้นตอน ก่อนการฟอกสีฟัน ทีมทันตแพทย์ของเราจะตรวจสุขภาพช่องปากอย่างละเอียด เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีปัญหาเหงือกอักเสบหรือหินปูนสะสมที่อาจส่งผลต่อผลลัพธ์ของการฟอกสีฟัน
การมีเหงือกสุขภาพดีช่วยให้สารฟอกสีฟันทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น และลดโอกาสการระคายเคืองหลังการทำฟอกสีฟัน คุณจึงมั่นใจได้ว่า “รอยยิ้มขาวสดใส” จาก The Smile Bar จะมาพร้อม “เหงือกที่แข็งแรง” อย่างแท้จริง
ป้องกันเหงือกอักเสบ
การขัดฟันเป็นประจำช่วยขจัดคราบอาหารที่ไม่สามารถกำจัดออกด้วยการแปรงฟันได้
ข่าวดีคือ โรคเหงือกอักเสบไม่ใช่เรื่องที่รักษาไม่ได้ หากดูแลถูกวิธีและเริ่มต้นตั้งแต่เนิ่น ๆ เหงือกสามารถกลับมาแข็งแรงได้ภายในไม่กี่สัปดาห์
เพียงคุณใส่ใจการแปรงฟันอย่างถูกวิธี ใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำ และตรวจสุขภาพช่องปากก่อนการฟอกฟันขาวที่ The Smile Bar ก็สามารถป้องกันเหงือกอักเสบและเผยรอยยิ้มที่ขาวใสได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง
การดูแลช่องปากอย่างถูกวิธี
การป้องกันเหงือกอักเสบเริ่มต้นได้ด้วยการดูแลช่องปากอย่างถูกวิธี ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการรักษาสุขภาพ เหงือกและฟันเพื่อให้การดูแลช่องปากมีประสิทธิภาพสูงสุด ควรปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้
- การแปรงฟันอย่างน้อยวันละสองครั้งเป็นประจำ ช่วยกำจัดคราบพลัคและแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของปัญหาเหงือกอักเสบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรเลือกใช้แปรงสีฟันขนนุ่มและแปรงอย่างเบามือ เพื่อหลีกเลี่ยงการทำร้ายเหงือกที่อาจทำให้เกิดการอักเสบและเหงือกบวม การใช้ยาสีฟันเพื่อฟันขาวที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของฟันและป้องกันฟันผุ
- การแปรงฟันให้ถูกวิธีควรเน้นบริเวณขอบเหงือก ซึ่งเป็นจุดที่คราบพลัคสะสมได้ง่าย ควรแปรงให้ทั่วทุกซี่ และอย่าลืมแปรงลิ้นเพื่อกำจัดแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของกลิ่นปาก
การดูแลช่องปากที่ดีอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเหงือกอักเสบและช่วยให้คุณมีรอยยิ้มที่สดใส
เคล็ดลับดูแลเหงือก: ทำเองที่บ้าน vs ดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญ
| การดูแลที่บ้าน | การดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญ |
|---|---|
| แปรงฟันวันละ 2 ครั้งด้วยแปรงขนนุ่ม | ตรวจสุขภาพช่องปาก |
| ใช้ไหมขัดฟันทุกวัน | ให้คำแนะนำเพื่อการดูแลสุขภาพเหงือก |
| บ้วนปากด้วยน้ำเกลือหรือน้ำยาฆ่าเชื้อ | ตรวจหาหินปูนหรือเหงือกอักเสบที่อาจซ่อนอยู่ |
| หลีกเลี่ยงบุหรี่และอาหารหวานจัด | ดูแลให้รอยยิ้มขาวใสและเหงือกสุขภาพดีควบคู่กัน |
การใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากที่เหมาะสม
นอกจากการแปรงฟันแล้ว การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากที่เหมาะสมก็มีส่วนสำคัญในการป้องกันเหงือกอักเสบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูแลเพิ่มเติมดังต่อไปนี้
- การใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำทุกวันช่วยกำจัดเศษอาหารและคราบพลัคที่อยู่ระหว่างซอกฟัน ซึ่งเป็นบริเวณที่แปรงสีฟันเข้าถึงได้ยาก
- การใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียสามารถช่วยลดจำนวนแบคทีเรียในช่องปาก และบรรเทาอาการของเหงือกอักเสบได้ ควรเลือกน้ำยาบ้วนปากที่ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์อาจทำให้ช่องปากแห้ง และส่งผลเสียต่อสุขภาพเหงือกในระยะยาว
นอกจากนี้ การใช้ไหมขัดฟันและน้ำยาบ้วนปาก ควรทำอย่างสม่ำเสมอควบคู่ไปกับการแปรงฟัน เพื่อให้การดูแลช่องปากมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากที่เหมาะสม ควรปรึกษาทันตแพทย์เพื่อขอคำแนะนำ
การตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำ
การตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำมีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันเหงือกอักเสบและตรวจพบ โรคเหงือกอักเสบในระยะเริ่มต้น ทันตแพทย์จะทำการตรวจสุขภาพช่องปากอย่างละเอียด รวมถึงการตรวจดู เหงือกว่ามีอาการบวม เหงือกแดง หรือมีเลือดออกหรือไม่ นอกจากนี้ ทันตแพทย์อาจทำการขูดหินปูนเพื่อกำจัดหินปูนที่สะสมอยู่บนผิวฟันและใต้ขอบเหงือก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของเหงือกอักเสบ การตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำยังช่วยให้ทันตแพทย์สามารถตรวจพบปัญหาอื่น ๆ ในช่องปาก เช่น ฟันผุ หรือมะเร็งในช่องปากได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ทำให้สามารถรักษาได้อย่างทันท่วงทีหากมีอาการผิดปกติในช่องปาก เช่น เหงือกบวม เหงือก แดง หรือมีเลือดออกขณะแปรงฟัน ควรรีบปรึกษาทันตแพทย์ทันทีไม่ควรรอจนอาการรุนแรงขึ้น เพราะอาจนำไปสู่โรคปริทันต์ ซึ่งเป็นโรคเหงือกอักเสบที่รุนแรงกว่า และอาจทำให้สูญเสียฟันได้ในที่สุด
ทันตแพทย์กำลังใช้เครื่องมือทันตกรรมเพื่อรักษาฟันของผู้ป่วย
สรุป เหงือกบวม เหงือกอักเสบ เกิดจากอะไร
เหงือกบวมและเหงือกอักเสบเกิดจากการสะสมของคราบพลัคและแบคทีเรียบนฟันและรอบเหงือก หากไม่ได้ทำความสะอาดช่องปากอย่างถูกวิธี แบคทีเรียจะทำให้เหงือกอักเสบ แดง บวม และบางครั้งมีเลือดออกขณะแปรงฟัน นอกจากนี้พฤติกรรมบางอย่าง เช่น แปรงฟันแรงเกินไป การใช้ไหมขัดฟันไม่สม่ำเสมอ สูบบุหรี่ หรือมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดเหงือกบวมและเหงือกอักเสบได้ การตรวจสุขภาพช่องปากอย่างสม่ำเสมอและรักษาความสะอาดฟันอย่างถูกวิธีเป็นวิธีป้องกันที่สำคัญที่สุด
หากเจอปัญหาเหงือกบวม เหงือกแดง หรือมีเลือดออกขณะแปรงฟัน อย่าปล่อยไว้จนลุกลาม เพราะสุขภาพเหงือกที่ดีคือก้าวแรกของรอยยิ้มที่สวยสมบูรณ์
ตรวจสุขภาพช่องปากและเตรียมความพร้อมก่อนฟอกฟันขาวกับ The Smile Bar
👉 จองคิวฟอกฟันขาวได้ที่นี่ เพื่อให้รอยยิ้มของคุณทั้ง “ขาว” และ “แข็งแรง” ไปพร้อมกัน
คำถามที่พบบ่อย
สาเหตุของเหงือกอักเสบคืออะไร
- สาเหตุหลักคือ คราบพลัคและหินปูนสะสม นอกจากนี้พฤติกรรมบางอย่าง เช่น แปรงฟันแรงเกินไป ใช้ไหมขัดฟันไม่สม่ำเสมอ สูบบุหรี่ หรือมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดเหงือกอักเสบได้
ปวดเหงือกด้านในสุด เกิดจากอะไร
- อาการปวดเหงือกบริเวณด้านในสุดของช่องปาก มักมีสาเหตุหลักที่เกี่ยวข้องกับ ฟันกรามซี่สุดท้าย (ฟันคุด) ที่กำลังจะขึ้นหรือขึ้นแล้วแต่มีปัญหา ฟันคุด มักจะขึ้นได้ไม่เต็มซี่ หรือขึ้นเอียงไปเบียดเหงือกและฟันข้างเคียง ทำให้เศษอาหารเข้าไปสะสมได้ง่าย เกิดการอักเสบที่บริเวณเหงือกที่ปกคลุมฟัน (Operculum) ซึ่งทำให้มีอาการบวมแดงและปวดมาก นอกจากนี้ สาเหตุอื่น ๆ อาจรวมถึง โรคเหงือกอักเสบ ที่ลุกลามไปยังฟันซี่ในสุดจากการสะสมของคราบจุลินทรีย์และหินปูนที่ทำความสะอาดได้ยาก หรือเป็นสัญญาณของ ฟันผุลึก ในฟันกรามซี่สุดท้าย
เหงือกอักเสบกี่วันยุบ
- การยุบของอาการเหงือกอักเสบจะใช้ระยะเวลาแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ โดยทั่วไปแล้ว หากเป็นเพียงเหงือกอักเสบระยะเริ่มต้น ที่เกิดจากคราบพลัคและได้รับการดูแลที่ถูกต้อง เช่น การขูดหินปูน และปรับปรุงสุขอนามัยช่องปาก อาจใช้เวลาประมาณ 1 ถึง 2 สัปดาห์ อาการบวมก็จะยุบและหายเป็นปกติได้ แต่ในกรณีที่อาการรุนแรงขึ้น เช่น มีการติดเชื้อ มีหนอง หรือเป็นโรคปริทันต์อักเสบ อาจต้องใช้เวลาในการรักษาและพักฟื้นที่นานขึ้น ตั้งแต่ 3 ถึง 4 สัปดาห์ หรืออาจจะนานกว่านั้น ขึ้นอยู่กับการตอบสนองต่อการเกลารากฟันหรือการผ่าตัดที่ทันตแพทย์ดำเนินการ ดังนั้น การไปพบทันตแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรักษาที่ต้นเหตุ จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดเพื่อให้เหงือกยุบและหายเร็วที่สุด
เหงือกอักเสบ หายเองได้ไหม
- อาการเหงือกอักเสบในระยะเริ่มต้น (Gingivitis) สามารถหายเองได้ ก็ต่อเมื่อคุณได้กำจัดสาเหตุหลักของการอักเสบออกไปอย่างสมบูรณ์ นั่นคือ คราบจุลินทรีย์ (Plaque) ที่สะสมตามขอบเหงือก หากมีการปรับเปลี่ยนดูแลสุขอนามัยช่องปากให้ดีขึ้นอย่างเข้มงวด เช่น แปรงฟันให้ถูกวิธีและสม่ำเสมอ และใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำทุกวัน อาการเหงือกบวมแดงและเลือดออกก็จะค่อย ๆ ลดลงและหายไปเองได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม หากมีการสะสมของหินปูนแล้ว (ซึ่งเป็นคราบจุลินทรีย์ที่แข็งตัว) คุณไม่สามารถกำจัดเองได้ ต้องไปพบทันตแพทย์เพื่อทำการ ขูดหินปูน เพื่อให้การอักเสบหายขาด และป้องกันไม่ให้ลุกลามเป็นโรคปริทันต์อักเสบที่รุนแรงกว่า
วิธีแก้เหงือกบวม อักเสบ
- วิธีหลักในการแก้ไขอาการเหงือกบวมอักเสบคือการกำจัดต้นเหตุของการอักเสบ นั่นคือคราบจุลินทรีย์ โดยการดูแลสุขอนามัยช่องปากให้ดีขึ้นอย่างเข้มงวด ได้แก่ การแปรงฟันอย่างถูกวิธีด้วยแปรงขนนุ่ม และที่สำคัญคือ การใช้ไหมขัดฟันทุกวัน เพื่อทำความสะอาดซอกฟันและบริเวณใต้ขอบเหงือก สำหรับการบรรเทาอาการเฉพาะหน้า สามารถทำได้โดยการ บ้วนปากด้วยน้ำเกลืออุ่น วันละ 2-3 ครั้ง ซึ่งจะช่วยฆ่าเชื้อและลดอาการบวมได้ หรืออาจใช้ยาแก้ปวดที่หาซื้อได้ทั่วไปเพื่อบรรเทาอาการปวด อย่างไรก็ตาม หากอาการไม่ดีขึ้นภายในไม่กี่วัน หรือมีอาการรุนแรง เช่น มีหนอง หรือปวดมาก จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องไปพบทันตแพทย์ เพราะอาจมีหินปูนสะสมที่ต้องได้รับการขูดออก หรือมีปัญหาที่ร้ายแรงกว่านั้น เช่น ฟันผุหรือฟันคุด ที่ต้องได้รับการรักษาจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
เหงือกอักเสบรักษาเองได้ไหม
- หากเป็นระยะเริ่มต้น การดูแลช่องปากอย่างถูกวิธี เช่น แปรงฟันวันละ 2 ครั้ง ใช้ไหมขัดฟัน และบ้วนปากด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ สามารถช่วยให้เหงือกหายอักเสบได้ แต่หากอาการรุนแรงหรือมีหินปูนสะสม ควรเข้าพบทันตแพทย์เพื่อตรวจและรักษาอย่างเหมาะสม
เหงือกอักเสบจะป้องกันได้อย่างไร
- การป้องกันที่ดีที่สุดคือ รักษาความสะอาดช่องปากอย่างสม่ำเสมอ แปรงฟันวันละ 2 ครั้ง ใช้ไหมขัดฟันทุกวัน พบทันตแพทย์ตรวจสุขภาพช่องปาก และหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่
“เหงือกบวม” แบบไหน ต้องไปพบทันตแพทย์
- ควรเข้าพบทันตแพทย์ทันทีหากเหงือกมีอาการบวมแดง ปวด หรือมีเลือดออกบ่อย ๆ การตรวจและขูดหินปูนตั้งแต่ระยะแรกสามารถป้องกันไม่ให้เหงือกอักเสบรุนแรงและช่วยรักษาสุขภาพช่องปากได้อย่างยาวนาน

