โรคปริทันต์ หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อของโรคเหงือก เป็นภาวะที่มีผลต่อเนื้อเยื่อรอบ ๆ ฟัน ได้แก่ เหงือก เอ็นยึดฟัน กระดูกเบ้าฟัน ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้ไม่ทำการรักษาก็อาจนำไปสู่การสูญเสียฟันได้ ดังนั้นการทำความเข้าใจว่าโรคปริทันต์คืออะไร สาเหตุ อาการคืออะไร และการทราบวิธีป้องกันถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการดูแลสุขภาพช่องปาก
โรครำมะนาด หรือ โรคปริทันต์คืออะไร
ความหมายของโรค
โรคปริทันต์ คือ โรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณเหงือกและเนื้อเยื่อรอบฟัน ทำให้ฟันเสียหาย เกิดการติดเชื้อและอักเสบ และอาจทำลายโครงสร้างที่รองรับฟัน เมื่อโรคเหงือกอักเสบรุนแรงขึ้น จะส่งผลให้เอ็นยึดและกระดูกเบ้าฟันเสียหายอย่างถาวร หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม อาจทำให้ฟันโยกและนำไปสู่การสูญเสียฟันในที่สุด
ความสำคัญของการดูแลเหงือก
การดูแลเหงือก มีความสำคัญต่อสุขภาพช่องปากโดยรวม เพราะเหงือกเป็นส่วนที่ช่วยยึดฟันให้แข็งแรง หากละเลยการดูแลเหงือก อาจทำให้เกิดโรคเหงือกตามมา ซึ่งจะส่งผลเสียต่อสุขภาพช่องปากในระยะยาว การดูแลสุขภาพช่องปากที่ถูกต้อง เช่น การแปรงฟันอย่างถูกวิธี การใช้ไหมขัดฟัน และการไปขูดหินปูนทุก ๆ 6 เดือน จะช่วยป้องกัน โรคเหงือก และรักษาเหงือกให้แข็งแรง
ความแตกต่างระหว่างโรคปริทันต์และโรคเหงือก
หลายคนอาจสับสนระหว่างโรคปริทันต์และโรคเหงือก ซึ่งจริง ๆ แล้ว โรคเหงือก (Gingivitis) คือระยะเริ่มต้นของโรคปริทันต์ ในระยะนี้จะมีอาการเหงือกบวม และมีเลือดออกตามไรฟัน แต่ยังไม่มีความเสียหายต่อเอ็นยึดและกระดูกเบ้าฟัน หากได้รับการดูแลและรักษาอย่างเหมาะสม เช่น การขูดหินปูน และการเกลารากฟัน (root planning) อาการเหล่านี้สามารถหายได้ แต่หากปล่อยทิ้งไว้ โรคเหงือกจะพัฒนาไปสู่โรคปริทันต์ (Periodontitis) ซึ่งเป็นการทำลายเนื้อเยื่อรอบฟันอย่างถาวร
โดยสรุปแล้ว โรคปริทันต์เป็นโรคที่ร้ายแรงกว่าโรคเหงือก และจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาโดยทันตแพทย์เพื่อป้องกันการสูญเสียฟันและการลุกลามของโรค การดูแลสุขภาพช่องปากอย่างสม่ำเสมอและการเข้ารับการตรวจสุขภาพฟันเป็นประจำจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
สาเหตุของโรคปริทันต์
สาเหตุหลัก ๆ มาจากการสะสมของคราบพลัคที่ประกอบด้วยแบคทีเรีย หากไม่ได้รับการกำจัดออกอย่างสม่ำเสมอ คราบพลัค (plaque) จะแข็งตัวกลายเป็นหินปูน ซึ่งเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อและอักเสบ นอกจากนี้ ปัจจัยอื่น ๆ เช่น การสูบบุหรี่ โรคเบาหวาน และพันธุกรรม ก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคนี้ได้
อาการของโรคปริทันต์
การดูแลสุขภาพเหงือกและฟันอย่างถูกต้อง ช่วยลดโอกาสการเกิดเหงือกอักเสบและโรคปริทันต์
อาการเริ่มต้นของโรคเหงือกอักเสบ
โรคเหงือกอักเสบ คือระยะเริ่มต้นของการเกิดปริทันต์ ผู้ป่วยมักจะมีอาการเหงือกบวม และมีเลือดออกตามไรฟันขณะแปรงฟันหรือใช้ไหมขัดฟัน นอกจากนี้ อาจมีอาการเสียวฟันเล็กน้อย หรือรู้สึกไม่สบายบริเวณเหงือก แต่โดยทั่วไปแล้วจะไม่ทำให้เกิดความเจ็บปวดมากนัก ในระยะนี้ยังไม่มีความเสียหายต่อเอ็นยึดและกระดูกเบ้าฟัน ดังนั้นหากได้รับการรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ เช่น ขูดหินปูน และเปลี่ยนวิธีการดูแลสุขภาพช่องปากที่บ้าน ก็สามารถรักษาให้หายได้
โรคปริทันต์อักเสบ อาการเป็นอย่างไร
เมื่อโรคเหงือกอักเสบลุกลามกลายเป็นปริทันต์ อาการจะรุนแรงขึ้น โดยผู้ป่วยอาจมีอาการเหงือกร่น ทำให้เห็นตัวฟันยาวขึ้น และเกิดร่องลึกปริทันต์ที่มีความลึกมากกว่า 3 มิลลิเมตร นอกจากนี้อาจมีเลือดออกตามไรฟันมากขึ้น มีกลิ่นปากอย่างรุนแรง และรู้สึกเจ็บปวดขณะเคี้ยวอาหาร ในระยะนี้ เอ็นยึดและกระดูกเบ้าฟันจะเริ่มถูกทำลาย ทำให้ฟันโยก และอาจนำไปสู่การสูญเสียฟันในที่สุด ดังนั้นหากพบอาการเหล่านี้ ควรรีบไปพบทันตแพทย์เพื่อรับการรักษาทันที
สัญญาณที่บ่งบอกถึงความรุนแรงของโรค
สัญญาณที่บ่งบอกถึงความรุนแรงของปริทันต์ ได้แก่ ฟันโยกอย่างเห็นได้ชัด เหงือกร่นอย่างรุนแรงจนเห็นรากฟันชัดเจน มีหนองไหลออกมาจากร่องเหงือกขณะกด มีอาการปวดอย่างต่อเนื่องบริเวณเหงือก และมีการเปลี่ยนแปลงในการสบฟัน หากพบอาการเหล่านี้ แสดงว่าปริทันต์ได้ลุกลามไปมาก และอาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยวิธีการที่ซับซ้อน เช่น การผ่าตัด หรือศัลย์ปริทันต์เพื่อรักษาฟันที่เหลืออยู่ และป้องกันการสูญเสียฟันเพิ่มเติม
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิด โรคเหงือกอักเสบ
สาเหตุหลัก ๆ ของอาการและโรคเหล่านี้มาจากการสะสมของคราบพลัคที่ไม่ได้รับการกำจัดอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะแข็งตัวกลายเป็นหินปูน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่สามารถเพิ่มโอกาสในการเกิดโรคเหงือกได้ เช่น การสูบบุหรี่ ซึ่งจะลดความสามารถในการรักษาตัวเองของเหงือก โรคเบาหวาน ที่ทำให้ร่างกายอ่อนแอและเสี่ยงต่อการติดเชื้อและอักเสบมากขึ้น พันธุกรรม ที่อาจทำให้บางคนมีความเสี่ยงมากกว่าคนอื่น และภาวะบางอย่าง เช่น การตั้งครรภ์ หรือการใช้ยาบางชนิด
พฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก
พฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากที่ไม่ดี เช่น การแปรงฟันไม่ถูกวิธี การไม่ใช้ไหมขัดฟัน และการละเลยการขูดหินปูนถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดอาการทางเหงือกและปริทันต์ การแปรงฟันที่ไม่สะอาดจะทำให้คราบพลัคสะสมบริเวณขอบเหงือก และกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของแบคทีเรีย การไม่ใช้ไหมขัดฟันจะทำให้มีเศษอาหารและคราบสกปรกตกค้างตามซอกฟัน ซึ่งเป็นที่ที่การแปรงฟันเข้าไม่ถึง และการไม่ไปขูดหินปูนเป็นประจำจะทำให้หินปูนสะสมมากขึ้น ซึ่งเป็นการยากที่จะกำจัดออกได้ด้วยตนเอง
บทบาทของแบคทีเรียที่ส่งผลต่อปัญหาในช่องปาก
แบคทีเรียมีบทบาทสำคัญในการเกิดปริทันต์ โดยเฉพาะแบคทีเรียที่อยู่ในคราบพลัค ซึ่งจะปล่อยสารพิษออกมาทำลายเนื้อเยื่อรอบฟัน ทำให้เกิดการอักเสบและไปทำลายฟัน เอ็นยึดปริทันต์ และกระดูกเบ้าฟัน แบคทีเรียบางชนิดยังสามารถกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ตอบสนองต่อการติดเชื้อและอักเสบมากเกินไป ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อเนื้อเยื่อรอบฟันมากยิ่งขึ้น การควบคุมปริมาณแบคทีเรียในช่องปากจึงเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันและรักษาปริทันต์ ซึ่งสามารถทำได้โดยการดูแลสุขภาพช่องปากที่ดีและการเข้ารับการรักษาจากทันตแพทย์เป็นประจำ
สุขภาพเหงือกดี คือจุดเริ่มต้นของฟันขาวอย่างเป็นธรรมชาติ
ก่อนจะมีฟันขาวสวย สิ่งสำคัญคือการดูแลสุขภาพเหงือกให้แข็งแรง เพราะเหงือกอักเสบหรือบวมอาจส่งผลต่อการฟอกสีฟันได้โดยตรง การมีเหงือกสุขภาพดีช่วยให้การฟอกฟันขาวเห็นผลชัดเจน สีฟันสม่ำเสมอ และลดความเสี่ยงต่ออาการเสียวฟันหลังทำ
ที่ The Smile Bar เราเชื่อว่ารอยยิ้มที่สวยไม่ได้มีแค่ฟันขาวเท่านั้น แต่ต้องมาจากช่องปากที่แข็งแรงครบทุกส่วน เราจึงแนะนำให้ลูกค้าตรวจเช็กสุขภาพเหงือกและฟันก่อนเข้ารับบริการฟอกสีฟัน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ปลอดภัย และคงอยู่ยาวนาน
เคล็ดลับเตรียมเหงือกให้พร้อมก่อนฟอกฟันขาว
- แปรงฟันอย่างถูกวิธีเป็นประจำ
- ใช้ไหมขัดฟันเพื่อขจัดคราบตามซอกเหงือก
- หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่หรือดื่มชา–กาแฟมากเกินไป
- เข้ารับการตรวจสุขภาพเหงือกกับทันตแพทย์ก่อนฟอกฟัน
- ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ The Smile Bar เพื่อประเมินความพร้อมของช่องปาก👉 จองคิวฟอกสีฟันกับ The Smile Bar วันนี้
ตารางเปรียบเทียบ “ก่อน” และ “หลัง” การดูแลเหงือกก่อนฟอกสีฟัน
| ลักษณะ | ก่อนดูแลเหงือก | หลังดูแลเหงือก |
|---|---|---|
| สุขภาพเหงือก | บวม แดง หรือมีเลือดออก | แข็งแรง สีชมพู ดูสุขภาพดี |
| ผลลัพธ์การฟอกสีฟัน | สีฟันอาจไม่สม่ำเสมอ | สีฟันขาวเรียบเนียน สม่ำเสมอ |
| ความรู้สึกขณะฟอก | เสียวฟันหรือแสบเหงือก | สบายขึ้น ลดโอกาสเสียวฟัน |
| ระยะเวลาผลลัพธ์อยู่ได้ | สั้นกว่า | อยู่ได้นานและดูเป็นธรรมชาติ |
การรักษา โรคปริทันต์
วิธีการรักษาอาการผิดปกติทางเหงือก
วิธีการรักษาขึ้นอยู่กับระยะของโรค เริ่มตั้งแต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลช่องปากที่บ้าน เช่น การแปรงฟันอย่างถูกวิธีและการใช้ไหมขัดฟันเ นอกจากนี้ การใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของยาฆ่าเชื้อก็สามารถช่วยลดปริมาณแบคทีเรียในช่องปากได้ หากมีอาการผิดปกติ เช่น เสียวฟัน อาจใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์เพื่อช่วยกลบ เคลือบรากฟัน และลดอาการดังกล่าว
ขูดหินปูน
การขูดหินปูน (scaling) เป็นการขูดคราบสกปรกที่อยู่ตามร่องเหงือกและใต้เหงือก โดยทันตแพทย์จะใช้เครื่องมือพิเศษเพื่อขจัดคราบหินปูนที่เกาะอยู่บนผิวฟันและตามขอบเหงือก ซึ่งเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อและอักเสบ การขูดหินปูนเป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดปัญหาสุขภาพช่องปาก นอกจากนี้ การขูดหินปูนยังช่วยให้เหงือกมีสุขภาพดีขึ้น ลดเลือดออกตามไรฟัน และลดกลิ่นปากอีกด้วย
การรักษาโรคปริทันต์ ในระยะต่าง ๆ
ระยะของโรคปริทันต์จะแตกต่างกัน ในระยะเริ่มต้น การเกลารากฟัน และการขูดหินปูนอาจเพียงพอที่จะช่วยให้เหงือกกลับมามีสุขภาพดีได้ แต่ในระยะที่อาการรุนแรงขึ้น อาจจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดเพื่อแก้ไขความเสียหายของฟัน เอ็นยึด และกระดูกเบ้าฟัน การผ่าตัดอาจรวมถึงการปลูกถ่ายกระดูก (bone grafting) หรือศัลย์ปริทันต์ (periodontal surgery) เพื่อปรับปรุงรูปร่างของเหงือกและลดร่องลึกปริทันต์
อยากมีฟันขาวอย่างมั่นใจใช่ไหม? เริ่มได้จากการตรวจสุขภาพช่องปากก่อนฟอกสีฟันกับผู้เชี่ยวชาญที่ The Smile Bar ทีมทันตแพทย์ของเราพร้อมให้คำแนะนำการดูแลเหงือกและฟันก่อน–หลังการฟอกสีฟัน เพื่อให้คุณได้รอยยิ้มขาวใสโดยไม่ทำร้ายเหงือก
เพราะเราเชื่อว่ารอยยิ้มที่ขาวสวยจะดูโดดเด่นยิ่งขึ้นเมื่อมาพร้อมเหงือกที่สุขภาพดี
👉 จองคิวฟอกสีฟันกับ The Smile Bar วันนี้ เพื่อฟันขาวสวยและเหงือกสุขภาพดีในขั้นตอนเดียว
การป้องกันโรค
การทำความสะอาดแปรงสีฟันให้ปราศจากยาสีฟันและสิ่งสกปรกหลังการแปรงฟันเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม
วิธีการป้องกันเหงือกอักเสบ
วิธีการป้องกันเหงือกอักเสบที่ดีที่สุดคือการดูแลสุขภาพช่องปากอย่างสม่ำเสมอ โดยเริ่มจากการแปรงฟัน อย่างน้อยวันละ 2 ครั้งด้วยยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ และใช้ไหมขัดฟันทุกวันเพื่อกำจัดเศษอาหารและคราบพลัคที่ติดอยู่ตามซอกฟัน ซึ่งเป็นบริเวณที่แปรงฟันเข้าไม่ถึง นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การสูบบุหรี่ ซึ่งจะทำให้เหงือกอ่อนแอและเสี่ยงต่อการเกิดโรคมากขึ้น
ความสำคัญของการตรวจสุขภาพช่องปาก
การตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำมีความสำคัญ เพราะทันตแพทย์สามารถตรวจพบสัญญาณเริ่มต้นของโรคเหงือกได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ แม้ว่าคุณจะยังไม่มีอาการใด ๆ ก็ตาม การตรวจพบและรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยป้องกันไม่ให้อาการลุกลาม นอกจากนี้ ทันตแพทย์ยังสามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปากที่เหมาะสมกับคุณได้อีกด้วย
การดูแลสุขภาพช่องปากในชีวิตประจำวัน
การดูแลสุขภาพช่องปากในชีวิตประจำวันเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันโรค นอกจากการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำแล้ว ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากที่เหมาะสม เช่น ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์และน้ำยาบ้วนปากที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง เพราะน้ำตาลเป็นอาหารของแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดคราบพลัค และกรดที่ทำลายผิวฟัน และควรไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปาก และขูดหินปูนอย่างสม่ำเสมอ
สรุป
การรักษาโรคปริทันต์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพช่องปากโดยรวม เพราะหากปล่อยทิ้งไว้อาจนำไปสู่การทำลายเอ็นยึดและกระดูกเบ้าฟัน ซึ่งเป็นโครงสร้างที่รองรับฟัน ทำให้ฟันไม่แข็งแรง ฟันโยก และอาจต้องสูญเสียฟันในที่สุด นอกจากนี้ การติดเชื้อและอักเสบยังอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายโดยรวม เช่น เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน และภาวะแทรกซ้อนในการตั้งครรภ์ ดังนั้น การรักษาอย่างทันท่วงทีจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
คำถามที่พบบ่อย
แพทย์ใช้แท็บเล็ตแสดงภาพ X-ray ฟันแบบพาโนรามาแก่ผู้ป่วยเพื่ออธิบายแผนการรักษา
เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็น โรคเหงือก
- สัญญาณเริ่มต้นที่สังเกตได้ง่ายที่สุดคือ เหงือกมีเลือดออกขณะแปรงฟันหรือใช้ไหมขัดฟัน แม้ว่าจะเป็นเพียงเล็กน้อยก็ตาม อาการอื่น ๆ ที่บ่งบอกถึงโรคเหงือกอักเสบ (ระยะเริ่มต้น) คือ เหงือกมีสีคล้ำ บวม หรือนุ่มกว่าปกติ นอกจากนี้ หากปล่อยทิ้งไว้ อาการจะรุนแรงขึ้น เช่น มีกลิ่นปากเรื้อรัง เหงือกร่นทำให้ฟันดูยาวขึ้น หรือ รู้สึกว่าฟันโยกคลอน ซึ่งเป็นสัญญาณของโรคปริทันต์อักเสบ (ระยะรุนแรงขึ้น) หากพบอาการเหล่านี้ ควรรีบไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษาทันที
ปริทันต์ รักษายังไง
- การรักษามีหลายวิธีขึ้นอยู่กับเวลา ระยะของโรคปริทันต์ โดยทั่วไปเริ่มจากการขูดหินปูนและการเกลารากฟัน เพื่อกำจัดคราบพลัคและหินปูน หากมีความรุนแรงมากขึ้น อาจต้องทำการผ่าตัด (surgery) หรือศัลย์ปริทันต์ (periodontal surgery) เพื่อแก้ไขความเสียหายของเนื้อเยื่อและกระดูก การใช้ยาปฏิชีวนะ (antibiotics) อาจถูกนำมาใช้เพื่อควบคุมการติดเชื้อ อย่างไรก็ตาม การดูแลสุขภาพช่องปาก ที่บ้านอย่างเหมาะสมยังคงเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาและป้องกันอย่างต่อเนื่อง
โรคปริทันต์รักษาหายไหม
โรคปริทันต์อันตรายไหม
- ปริทันต์ถือว่าอันตรายหากปล่อยไว้นาน เพราะอาการอักเสบจะลุกลามจากเหงือกไปถึงกระดูกที่รองรับฟัน ตัวฟัน ทำให้ฟันโยกหรือหลุดได้ นอกจากนี้ยังอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอื่น เช่น เบาหวานหรือโรคหัวใจ ควรเข้ารับการตรวจและรักษาโดยทันตแพทย์ตั้งแต่เริ่มมีอาการ
การรักษาโรคเหงือก ทำอย่างไร
- วิธีการดูแลคือการเริ่มต้นด้วยการดูแลสุขภาพช่องปากที่ดี เช่น การแปรงฟัน อย่างถูกวิธีวันละสองครั้งและใช้ไหมขัดฟันทุกวัน การใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของคลอเฮกซิดีน (chlorhexidine) สามารถช่วยลดแบคทีเรียในช่องปากได้ การไปขูดหินปูนเป็นประจำก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อกำจัดคราบพลัคและหินปูนที่สะสมอยู่ หากมีอาการปวดหรือบวม สามารถใช้ยาแก้ปวดหรือประคบเย็นเพื่อบรรเทาอาการได้ หากอาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาทันตแพทย์ เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสมต่อไป
โรคเหงือก กับโรคปริทันต์ต่างกันอย่างไร
- โรคเหงือกและโรคปริทันต์เป็นโรคในช่องปากที่เกี่ยวข้องกัน แต่ต่างกันที่ระดับความรุนแรง โรคเหงือก (Gingivitis) เป็นระยะเริ่มต้น มีอาการเหงือกบวม แดง หรือมีเลือดออก ส่วนโรคปริทันต์ (Periodontitis) เป็นระยะที่อักเสบลุกลามลึกถึงกระดูกรองรับฟัน ทำให้ฟันโยกหรือหลุดได้หากไม่รักษา
ระยะของโรคปริทันต์ มีอะไรบ้าง
- โรคปริทันต์แบ่งเป็น 2 ระยะหลัก
-
ระยะเริ่มต้น (Gingivitis) – เหงือกอักเสบเล็กน้อย มีอาการบวม หรือเลือดออกขณะแปรงฟัน ยังไม่ลุกลามไปถึงกระดูก
-
ระยะปานกลางถึงรุนแรง (Periodontitis) – การอักเสบลุกลามถึงกระดูกที่รองรับฟัน ทำให้เหงือกร่น ฟันโยก หรือฟันหลุด หากไม่รักษาอย่างเหมาะสม
เมื่อไหร่ที่ควรไปคลินิกทันตกรรม
- คุณควรไปคลินิกทันตกรรมหากคุณสังเกตเห็นอาการของโรคปริทันต์ อาการเหล่านี้อาจบ่งบอกถึงโรคเหงือก หรือโรคปริทันต์ที่ต้องได้รับการดูแล การรักษาโรคเหงือก และเข้าพบทัตแพทย์โดยเร็ว อาการที่ควรสังเกตมีดังนี้
- เลือดออกตามไรฟัน
- เหงือกบวม คล้ำ
- มีกลิ่นปาก
- เหงือกร่น หรือฟันโยก

