โรคปริทันต์ เหงือกอักเสบ อาการ และวิธีป้องกันที่คุณควรรู้เพื่อสุขภาพฟันที่ดี

พฤศจิกายน 10, 2025
ทันตแพทย์ชายสวมหน้ากากและแว่นตากำลังใช้กระจกส่องตรวจฟันผู้ป่วย

โรคปริทันต์ หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อของโรคเหงือก เป็นภาวะที่มีผลต่อเนื้อเยื่อรอบ ๆ ฟัน ได้แก่ เหงือก เอ็นยึดฟัน กระดูกเบ้าฟัน ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้ไม่ทำการรักษาก็อาจนำไปสู่การสูญเสียฟันได้ ดังนั้นการทำความเข้าใจว่าโรคปริทันต์คืออะไร สาเหตุ อาการคืออะไร และการทราบวิธีป้องกันถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการดูแลสุขภาพช่องปาก

 

โรครำมะนาด หรือ โรคปริทันต์คืออะไร

ความหมายของโรค

โรคปริทันต์ คือ โรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณเหงือกและเนื้อเยื่อรอบฟัน ทำให้ฟันเสียหาย เกิดการติดเชื้อและอักเสบ และอาจทำลายโครงสร้างที่รองรับฟัน เมื่อโรคเหงือกอักเสบรุนแรงขึ้น จะส่งผลให้เอ็นยึดและกระดูกเบ้าฟันเสียหายอย่างถาวร หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม อาจทำให้ฟันโยกและนำไปสู่การสูญเสียฟันในที่สุด

ความสำคัญของการดูแลเหงือก

การดูแลเหงือก มีความสำคัญต่อสุขภาพช่องปากโดยรวม เพราะเหงือกเป็นส่วนที่ช่วยยึดฟันให้แข็งแรง หากละเลยการดูแลเหงือก อาจทำให้เกิดโรคเหงือกตามมา ซึ่งจะส่งผลเสียต่อสุขภาพช่องปากในระยะยาว การดูแลสุขภาพช่องปากที่ถูกต้อง เช่น การแปรงฟันอย่างถูกวิธี การใช้ไหมขัดฟัน และการไปขูดหินปูนทุก ๆ 6 เดือน จะช่วยป้องกัน โรคเหงือก และรักษาเหงือกให้แข็งแรง

ความแตกต่างระหว่างโรคปริทันต์และโรคเหงือก

หลายคนอาจสับสนระหว่างโรคปริทันต์และโรคเหงือก ซึ่งจริง ๆ แล้ว โรคเหงือก (Gingivitis) คือระยะเริ่มต้นของโรคปริทันต์ ในระยะนี้จะมีอาการเหงือกบวม และมีเลือดออกตามไรฟัน แต่ยังไม่มีความเสียหายต่อเอ็นยึดและกระดูกเบ้าฟัน หากได้รับการดูแลและรักษาอย่างเหมาะสม เช่น การขูดหินปูน และการเกลารากฟัน (root planning) อาการเหล่านี้สามารถหายได้ แต่หากปล่อยทิ้งไว้ โรคเหงือกจะพัฒนาไปสู่โรคปริทันต์ (Periodontitis) ซึ่งเป็นการทำลายเนื้อเยื่อรอบฟันอย่างถาวร

โดยสรุปแล้ว โรคปริทันต์เป็นโรคที่ร้ายแรงกว่าโรคเหงือก และจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาโดยทันตแพทย์เพื่อป้องกันการสูญเสียฟันและการลุกลามของโรค การดูแลสุขภาพช่องปากอย่างสม่ำเสมอและการเข้ารับการตรวจสุขภาพฟันเป็นประจำจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

สาเหตุของโรคปริทันต์

สาเหตุหลัก ๆ มาจากการสะสมของคราบพลัคที่ประกอบด้วยแบคทีเรีย หากไม่ได้รับการกำจัดออกอย่างสม่ำเสมอ คราบพลัค (plaque) จะแข็งตัวกลายเป็นหินปูน ซึ่งเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อและอักเสบ นอกจากนี้ ปัจจัยอื่น ๆ เช่น การสูบบุหรี่ โรคเบาหวาน และพันธุกรรม ก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคนี้ได้

 

อาการของโรคปริทันต์

มือที่สวมถุงมือสีเขียวกำลังใช้เครื่องมือขัดตกแต่งฟันปลอมถอดได้

การดูแลสุขภาพเหงือกและฟันอย่างถูกต้อง ช่วยลดโอกาสการเกิดเหงือกอักเสบและโรคปริทันต์

อาการเริ่มต้นของโรคเหงือกอักเสบ

โรคเหงือกอักเสบ คือระยะเริ่มต้นของการเกิดปริทันต์ ผู้ป่วยมักจะมีอาการเหงือกบวม และมีเลือดออกตามไรฟันขณะแปรงฟันหรือใช้ไหมขัดฟัน นอกจากนี้ อาจมีอาการเสียวฟันเล็กน้อย หรือรู้สึกไม่สบายบริเวณเหงือก แต่โดยทั่วไปแล้วจะไม่ทำให้เกิดความเจ็บปวดมากนัก ในระยะนี้ยังไม่มีความเสียหายต่อเอ็นยึดและกระดูกเบ้าฟัน ดังนั้นหากได้รับการรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ เช่น ขูดหินปูน และเปลี่ยนวิธีการดูแลสุขภาพช่องปากที่บ้าน ก็สามารถรักษาให้หายได้

โรคปริทันต์อักเสบ อาการเป็นอย่างไร

เมื่อโรคเหงือกอักเสบลุกลามกลายเป็นปริทันต์ อาการจะรุนแรงขึ้น โดยผู้ป่วยอาจมีอาการเหงือกร่น ทำให้เห็นตัวฟันยาวขึ้น และเกิดร่องลึกปริทันต์ที่มีความลึกมากกว่า 3 มิลลิเมตร นอกจากนี้อาจมีเลือดออกตามไรฟันมากขึ้น มีกลิ่นปากอย่างรุนแรง และรู้สึกเจ็บปวดขณะเคี้ยวอาหาร ในระยะนี้ เอ็นยึดและกระดูกเบ้าฟันจะเริ่มถูกทำลาย ทำให้ฟันโยก และอาจนำไปสู่การสูญเสียฟันในที่สุด ดังนั้นหากพบอาการเหล่านี้ ควรรีบไปพบทันตแพทย์เพื่อรับการรักษาทันที

สัญญาณที่บ่งบอกถึงความรุนแรงของโรค

สัญญาณที่บ่งบอกถึงความรุนแรงของปริทันต์ ได้แก่ ฟันโยกอย่างเห็นได้ชัด เหงือกร่นอย่างรุนแรงจนเห็นรากฟันชัดเจน มีหนองไหลออกมาจากร่องเหงือกขณะกด มีอาการปวดอย่างต่อเนื่องบริเวณเหงือก และมีการเปลี่ยนแปลงในการสบฟัน หากพบอาการเหล่านี้ แสดงว่าปริทันต์ได้ลุกลามไปมาก และอาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยวิธีการที่ซับซ้อน เช่น การผ่าตัด หรือศัลย์ปริทันต์เพื่อรักษาฟันที่เหลืออยู่ และป้องกันการสูญเสียฟันเพิ่มเติม

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิด โรคเหงือกอักเสบ

สาเหตุหลัก ๆ ของอาการและโรคเหล่านี้มาจากการสะสมของคราบพลัคที่ไม่ได้รับการกำจัดอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะแข็งตัวกลายเป็นหินปูน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่สามารถเพิ่มโอกาสในการเกิดโรคเหงือกได้ เช่น การสูบบุหรี่ ซึ่งจะลดความสามารถในการรักษาตัวเองของเหงือก โรคเบาหวาน ที่ทำให้ร่างกายอ่อนแอและเสี่ยงต่อการติดเชื้อและอักเสบมากขึ้น พันธุกรรม ที่อาจทำให้บางคนมีความเสี่ยงมากกว่าคนอื่น และภาวะบางอย่าง เช่น การตั้งครรภ์ หรือการใช้ยาบางชนิด

พฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก

พฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากที่ไม่ดี เช่น การแปรงฟันไม่ถูกวิธี การไม่ใช้ไหมขัดฟัน และการละเลยการขูดหินปูนถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดอาการทางเหงือกและปริทันต์ การแปรงฟันที่ไม่สะอาดจะทำให้คราบพลัคสะสมบริเวณขอบเหงือก และกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของแบคทีเรีย การไม่ใช้ไหมขัดฟันจะทำให้มีเศษอาหารและคราบสกปรกตกค้างตามซอกฟัน ซึ่งเป็นที่ที่การแปรงฟันเข้าไม่ถึง และการไม่ไปขูดหินปูนเป็นประจำจะทำให้หินปูนสะสมมากขึ้น ซึ่งเป็นการยากที่จะกำจัดออกได้ด้วยตนเอง

บทบาทของแบคทีเรียที่ส่งผลต่อปัญหาในช่องปาก

แบคทีเรียมีบทบาทสำคัญในการเกิดปริทันต์ โดยเฉพาะแบคทีเรียที่อยู่ในคราบพลัค ซึ่งจะปล่อยสารพิษออกมาทำลายเนื้อเยื่อรอบฟัน ทำให้เกิดการอักเสบและไปทำลายฟัน เอ็นยึดปริทันต์ และกระดูกเบ้าฟัน แบคทีเรียบางชนิดยังสามารถกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ตอบสนองต่อการติดเชื้อและอักเสบมากเกินไป ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อเนื้อเยื่อรอบฟันมากยิ่งขึ้น การควบคุมปริมาณแบคทีเรียในช่องปากจึงเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันและรักษาปริทันต์ ซึ่งสามารถทำได้โดยการดูแลสุขภาพช่องปากที่ดีและการเข้ารับการรักษาจากทันตแพทย์เป็นประจำ

สุขภาพเหงือกดี คือจุดเริ่มต้นของฟันขาวอย่างเป็นธรรมชาติ

ก่อนจะมีฟันขาวสวย สิ่งสำคัญคือการดูแลสุขภาพเหงือกให้แข็งแรง เพราะเหงือกอักเสบหรือบวมอาจส่งผลต่อการฟอกสีฟันได้โดยตรง การมีเหงือกสุขภาพดีช่วยให้การฟอกฟันขาวเห็นผลชัดเจน สีฟันสม่ำเสมอ และลดความเสี่ยงต่ออาการเสียวฟันหลังทำ

ที่ The Smile Bar เราเชื่อว่ารอยยิ้มที่สวยไม่ได้มีแค่ฟันขาวเท่านั้น แต่ต้องมาจากช่องปากที่แข็งแรงครบทุกส่วน เราจึงแนะนำให้ลูกค้าตรวจเช็กสุขภาพเหงือกและฟันก่อนเข้ารับบริการฟอกสีฟัน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ปลอดภัย และคงอยู่ยาวนาน

เคล็ดลับเตรียมเหงือกให้พร้อมก่อนฟอกฟันขาว

  • แปรงฟันอย่างถูกวิธีเป็นประจำ
  • ใช้ไหมขัดฟันเพื่อขจัดคราบตามซอกเหงือก
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่หรือดื่มชา–กาแฟมากเกินไป
  • เข้ารับการตรวจสุขภาพเหงือกกับทันตแพทย์ก่อนฟอกฟัน
  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ The Smile Bar เพื่อประเมินความพร้อมของช่องปาก👉 จองคิวฟอกสีฟันกับ The Smile Bar วันนี้

ตารางเปรียบเทียบ “ก่อน” และ “หลัง” การดูแลเหงือกก่อนฟอกสีฟัน

ลักษณะ ก่อนดูแลเหงือก หลังดูแลเหงือก
สุขภาพเหงือก บวม แดง หรือมีเลือดออก แข็งแรง สีชมพู ดูสุขภาพดี
ผลลัพธ์การฟอกสีฟัน สีฟันอาจไม่สม่ำเสมอ สีฟันขาวเรียบเนียน สม่ำเสมอ
ความรู้สึกขณะฟอก เสียวฟันหรือแสบเหงือก สบายขึ้น ลดโอกาสเสียวฟัน
ระยะเวลาผลลัพธ์อยู่ได้ สั้นกว่า อยู่ได้นานและดูเป็นธรรมชาติ

 

การรักษา โรคปริทันต์

ผู้ชายกำลังเข้ารับการรักษาโรคปริทันต์

โรคปริทันต์ คือ โรคเหงือกที่ไม่ควรมองข้าม

วิธีการรักษาอาการผิดปกติทางเหงือก

วิธีการรักษาขึ้นอยู่กับระยะของโรค เริ่มตั้งแต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลช่องปากที่บ้าน เช่น การแปรงฟันอย่างถูกวิธีและการใช้ไหมขัดฟันเ นอกจากนี้ การใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของยาฆ่าเชื้อก็สามารถช่วยลดปริมาณแบคทีเรียในช่องปากได้ หากมีอาการผิดปกติ เช่น เสียวฟัน อาจใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์เพื่อช่วยกลบ เคลือบรากฟัน และลดอาการดังกล่าว

ขูดหินปูน

การขูดหินปูน (scaling) เป็นการขูดคราบสกปรกที่อยู่ตามร่องเหงือกและใต้เหงือก โดยทันตแพทย์จะใช้เครื่องมือพิเศษเพื่อขจัดคราบหินปูนที่เกาะอยู่บนผิวฟันและตามขอบเหงือก ซึ่งเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อและอักเสบ การขูดหินปูนเป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดปัญหาสุขภาพช่องปาก นอกจากนี้ การขูดหินปูนยังช่วยให้เหงือกมีสุขภาพดีขึ้น ลดเลือดออกตามไรฟัน และลดกลิ่นปากอีกด้วย

การรักษาโรคปริทันต์ ในระยะต่าง ๆ

ระยะของโรคปริทันต์จะแตกต่างกัน ในระยะเริ่มต้น การเกลารากฟัน และการขูดหินปูนอาจเพียงพอที่จะช่วยให้เหงือกกลับมามีสุขภาพดีได้ แต่ในระยะที่อาการรุนแรงขึ้น อาจจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดเพื่อแก้ไขความเสียหายของฟัน เอ็นยึด และกระดูกเบ้าฟัน การผ่าตัดอาจรวมถึงการปลูกถ่ายกระดูก (bone grafting) หรือศัลย์ปริทันต์ (periodontal surgery) เพื่อปรับปรุงรูปร่างของเหงือกและลดร่องลึกปริทันต์

อยากมีฟันขาวอย่างมั่นใจใช่ไหม? เริ่มได้จากการตรวจสุขภาพช่องปากก่อนฟอกสีฟันกับผู้เชี่ยวชาญที่ The Smile Bar ทีมทันตแพทย์ของเราพร้อมให้คำแนะนำการดูแลเหงือกและฟันก่อน–หลังการฟอกสีฟัน เพื่อให้คุณได้รอยยิ้มขาวใสโดยไม่ทำร้ายเหงือก

เพราะเราเชื่อว่ารอยยิ้มที่ขาวสวยจะดูโดดเด่นยิ่งขึ้นเมื่อมาพร้อมเหงือกที่สุขภาพดี

👉 จองคิวฟอกสีฟันกับ The Smile Bar วันนี้ เพื่อฟันขาวสวยและเหงือกสุขภาพดีในขั้นตอนเดียว

 

การป้องกันโรค

มือของผู้หญิงกำลังล้างแปรงสีฟันสองอันใต้ก๊อกน้ำในอ่างล้างหน้า

การทำความสะอาดแปรงสีฟันให้ปราศจากยาสีฟันและสิ่งสกปรกหลังการแปรงฟันเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

วิธีการป้องกันเหงือกอักเสบ

วิธีการป้องกันเหงือกอักเสบที่ดีที่สุดคือการดูแลสุขภาพช่องปากอย่างสม่ำเสมอ โดยเริ่มจากการแปรงฟัน อย่างน้อยวันละ 2 ครั้งด้วยยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ และใช้ไหมขัดฟันทุกวันเพื่อกำจัดเศษอาหารและคราบพลัคที่ติดอยู่ตามซอกฟัน ซึ่งเป็นบริเวณที่แปรงฟันเข้าไม่ถึง นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การสูบบุหรี่ ซึ่งจะทำให้เหงือกอ่อนแอและเสี่ยงต่อการเกิดโรคมากขึ้น

ความสำคัญของการตรวจสุขภาพช่องปาก

การตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำมีความสำคัญ เพราะทันตแพทย์สามารถตรวจพบสัญญาณเริ่มต้นของโรคเหงือกได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ แม้ว่าคุณจะยังไม่มีอาการใด ๆ ก็ตาม การตรวจพบและรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยป้องกันไม่ให้อาการลุกลาม นอกจากนี้ ทันตแพทย์ยังสามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปากที่เหมาะสมกับคุณได้อีกด้วย

การดูแลสุขภาพช่องปากในชีวิตประจำวัน

การดูแลสุขภาพช่องปากในชีวิตประจำวันเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันโรค นอกจากการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำแล้ว ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากที่เหมาะสม เช่น ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์และน้ำยาบ้วนปากที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง เพราะน้ำตาลเป็นอาหารของแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดคราบพลัค และกรดที่ทำลายผิวฟัน และควรไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปาก และขูดหินปูนอย่างสม่ำเสมอ

 

สรุป

การรักษาโรคปริทันต์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพช่องปากโดยรวม เพราะหากปล่อยทิ้งไว้อาจนำไปสู่การทำลายเอ็นยึดและกระดูกเบ้าฟัน ซึ่งเป็นโครงสร้างที่รองรับฟัน ทำให้ฟันไม่แข็งแรง ฟันโยก และอาจต้องสูญเสียฟันในที่สุด นอกจากนี้ การติดเชื้อและอักเสบยังอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายโดยรวม เช่น เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน และภาวะแทรกซ้อนในการตั้งครรภ์ ดังนั้น การรักษาอย่างทันท่วงทีจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

 

คำถามที่พบบ่อย

แพทย์สวมถุงมือสีฟ้ากำลังชี้ภาพ X-ray ฟันบนแท็บเล็ตให้ผู้ป่วยดู

แพทย์ใช้แท็บเล็ตแสดงภาพ X-ray ฟันแบบพาโนรามาแก่ผู้ป่วยเพื่ออธิบายแผนการรักษา

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็น โรคเหงือก

  • สัญญาณเริ่มต้นที่สังเกตได้ง่ายที่สุดคือ เหงือกมีเลือดออกขณะแปรงฟันหรือใช้ไหมขัดฟัน แม้ว่าจะเป็นเพียงเล็กน้อยก็ตาม อาการอื่น ๆ ที่บ่งบอกถึงโรคเหงือกอักเสบ (ระยะเริ่มต้น) คือ เหงือกมีสีคล้ำ บวม หรือนุ่มกว่าปกติ นอกจากนี้ หากปล่อยทิ้งไว้ อาการจะรุนแรงขึ้น เช่น มีกลิ่นปากเรื้อรัง เหงือกร่นทำให้ฟันดูยาวขึ้น หรือ รู้สึกว่าฟันโยกคลอน ซึ่งเป็นสัญญาณของโรคปริทันต์อักเสบ (ระยะรุนแรงขึ้น) หากพบอาการเหล่านี้ ควรรีบไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษาทันที

ปริทันต์ รักษายังไง

  • การรักษามีหลายวิธีขึ้นอยู่กับเวลา ระยะของโรคปริทันต์ โดยทั่วไปเริ่มจากการขูดหินปูนและการเกลารากฟัน เพื่อกำจัดคราบพลัคและหินปูน หากมีความรุนแรงมากขึ้น อาจต้องทำการผ่าตัด (surgery) หรือศัลย์ปริทันต์ (periodontal surgery) เพื่อแก้ไขความเสียหายของเนื้อเยื่อและกระดูก การใช้ยาปฏิชีวนะ (antibiotics) อาจถูกนำมาใช้เพื่อควบคุมการติดเชื้อ อย่างไรก็ตาม การดูแลสุขภาพช่องปาก ที่บ้านอย่างเหมาะสมยังคงเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาและป้องกันอย่างต่อเนื่อง

โรคปริทันต์รักษาหายไหม

  • ปริทันต์สามารถรักษาให้ดีขึ้นและควบคุมได้ หากเข้ารับการรักษาอย่างถูกวิธีตั้งแต่ระยะแรก เช่น การขูดหินปูนและดูแลช่องปากให้สะอาดสม่ำเสมอ แต่หากปล่อยไว้นานอาจลุกลามจนฟันโยกหรือหลุดได้ จึงควรพบทันตแพทย์เพื่อตรวจและรักษาอย่างต่อเนื่อง

โรคปริทันต์อันตรายไหม

  • ปริทันต์ถือว่าอันตรายหากปล่อยไว้นาน เพราะอาการอักเสบจะลุกลามจากเหงือกไปถึงกระดูกที่รองรับฟัน ตัวฟัน ทำให้ฟันโยกหรือหลุดได้ นอกจากนี้ยังอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอื่น เช่น เบาหวานหรือโรคหัวใจ ควรเข้ารับการตรวจและรักษาโดยทันตแพทย์ตั้งแต่เริ่มมีอาการ

การรักษาโรคเหงือก ทำอย่างไร

  • วิธีการดูแลคือการเริ่มต้นด้วยการดูแลสุขภาพช่องปากที่ดี เช่น การแปรงฟัน อย่างถูกวิธีวันละสองครั้งและใช้ไหมขัดฟันทุกวัน การใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของคลอเฮกซิดีน (chlorhexidine) สามารถช่วยลดแบคทีเรียในช่องปากได้ การไปขูดหินปูนเป็นประจำก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อกำจัดคราบพลัคและหินปูนที่สะสมอยู่ หากมีอาการปวดหรือบวม สามารถใช้ยาแก้ปวดหรือประคบเย็นเพื่อบรรเทาอาการได้ หากอาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาทันตแพทย์ เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

โรคเหงือก กับโรคปริทันต์ต่างกันอย่างไร

  • โรคเหงือกและโรคปริทันต์เป็นโรคในช่องปากที่เกี่ยวข้องกัน แต่ต่างกันที่ระดับความรุนแรง โรคเหงือก (Gingivitis) เป็นระยะเริ่มต้น มีอาการเหงือกบวม แดง หรือมีเลือดออก ส่วนโรคปริทันต์ (Periodontitis) เป็นระยะที่อักเสบลุกลามลึกถึงกระดูกรองรับฟัน ทำให้ฟันโยกหรือหลุดได้หากไม่รักษา

ระยะของโรคปริทันต์ มีอะไรบ้าง

  • โรคปริทันต์แบ่งเป็น 2 ระยะหลัก
  1. ระยะเริ่มต้น (Gingivitis) – เหงือกอักเสบเล็กน้อย มีอาการบวม หรือเลือดออกขณะแปรงฟัน ยังไม่ลุกลามไปถึงกระดูก

  2. ระยะปานกลางถึงรุนแรง (Periodontitis) – การอักเสบลุกลามถึงกระดูกที่รองรับฟัน ทำให้เหงือกร่น ฟันโยก หรือฟันหลุด หากไม่รักษาอย่างเหมาะสม

เมื่อไหร่ที่ควรไปคลินิกทันตกรรม

  • คุณควรไปคลินิกทันตกรรมหากคุณสังเกตเห็นอาการของโรคปริทันต์ อาการเหล่านี้อาจบ่งบอกถึงโรคเหงือก หรือโรคปริทันต์ที่ต้องได้รับการดูแล การรักษาโรคเหงือก และเข้าพบทัตแพทย์โดยเร็ว อาการที่ควรสังเกตมีดังนี้
  1. เลือดออกตามไรฟัน
  2. เหงือกบวม คล้ำ
  3. มีกลิ่นปาก
  4. เหงือกร่น หรือฟันโยก

อ่านเพิ่มเติม

ขาวขึ้นจาก2 ถึง9เฉด ใช้เวลาเริ่มต้นเพียง 20 นาที

คุณพร้อมรับรอยยิ้มที่สดใสหรือยัง?